ภาคประชาสังคม เสนอผลักดันกฎหมายกำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญากับผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้บริโภค พร้อมเร่งปรับกฎหมายของไทยให้ทันต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ภาคประชาสังคม เสนอผลักดันกฎหมายกำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญากับผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้บริโภค พร้อมเร่งปรับกฎหมายของไทยให้ทันต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องมารุต บุญนาค อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ “แนวทางการคุ้มครองทางกฎหมายจากการหลอกลวงออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม”เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอในการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีวิทยากร ดังนี้ รศ. สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, คุณโสภณ หนูรัตน์ สภาองค์กรของผู้บริโภค, พ.ต.ต. ณัฐวัฒน์ ตาแว่น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, คุณสมประสงค์ โหรชัยยะ ผู้ชำนาญการอาวุโส ศูนย์พัฒนากฎหมาย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ดำเนินรายการโดย คุณชนาธิป ไพรพงค์ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Thai PBS

จากเวทีสรุปได้ดังนี้ การหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้พัฒนาอย่างซับซ้อนและก้าวกระโดด ข้อมูลนับจากปี พ.ศ.2562 ถึงปัจจุบัน (2569) มีความเสียหายตั้งแต่หลักหลายพันล้านบาท จนถึงหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการยิงแอดโฆษณา ถือเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเหยื่อได้กว้างและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างเพจปลอมบนแพลตฟอร์ม ซึ่ง เพจเฟซบุ๊ก ติดอันดับ 1 ทำให้ผู้บริโภคโดนหลอกมีทั้งเพจจริงและเพจปลอมที่มิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้ แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามนั่นคือ “เพจเฟซบุ๊ก” เป็นระบบที่แพลตฟอร์มคิดขึ้น โดยมีแอดมินดูแล ซึ่งเพจต้องสงสัย เจ้าของแพลตฟอร์ม รู้ถึงตัวตน รู้ถึงประเทศที่เกิดปัญหา บางเพจเปลี่ยนชื่อนับสิบครั้ง ทำให้มีคนถูกหลอกลวงซ้ำซาก แต่เป็นเรื่องยากที่จะถามหาความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม แต่ยังพอมีช่องทางถามหาความรับผิดชอบหากได้ประโยชน์จากการขายโฆษณา จะต้องมีภาระทำระบบให้ได้มาตรฐานและเข้มงวดอย่างพอ ไม่ใช่แค่ใช้ระบบยืนยันตัวตนเก็บข้อมูลแล้วจบ แต่ต้องแยกแยะคนที่มาธุรกิจให้สามารถสืบหาตัวตนได้ ซึ่งรัฐบาลไทย จะต้องพัฒนากฏหมายตัวนี้เหมือนกับสหภาพยุโรปที่ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล หรือ Digital Services Act (DSA) เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบกับทุกแพลตฟอร์มในยุโรปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อควบคุมบริการกับทุกแพลตฟอร์มออนไลน์และปกป้องสิทธิผู้บริโภคลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยวิธีจัดการและตรวจสอบเนื้อหาหากไม่เหมาะสมให้ถอดออกจากแพลตฟอร์ม ส่วนการโฆษณาผู้ประกอบการต้องมีความโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของบุคคลที่โฆษณาสินค้าและบริการ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่มีกำหนดเวลาจัดเก็บ ซึ่งต่างจากประกาศของ “คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทย” ในมาตรการป้องและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เตรียมประกาศใช้เดือนพฤศจิกายน2569 ระบุว่า “จัดเก็บข้อมูลของผู้โฆษณา ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับจากวันที่โฆษณาเสร็จสิ้น “ นั่นเท่ากับว่า ข้อมูลการโฆษณาที่พ้นจากกำหนดเก็บต้องสูญหายไปทันที”

ถึงแม้ประเทศไทย ประกาศใช้ “พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 (หรือกฎหมาย DPS) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลต้องมาแจ้งข้อมูลการประกอบธุรกิจกับ สำนักงานพัฒนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความโปร่งใสสาระสำคัญของกฎหมาย มีบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 25 และ 26 ประเด็นการบรรเทาความเสียหายและการเยียวยาผู้บริโภคจากการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่กลไกในกฎหมายยังไม่เกิดการบังคับใช้อย่างจริงจัง จึงขอเสนอให้ “คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ที่กำกับดูแลและกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ออกประกาศมาตรการเพิ่มเติม รวมถึงขอให้รัฐบาล เร่งผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. …. “ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ ETDA (เอ็ตด้า) หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ผลักดันร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการดิจิทัล คุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันการผูกขาด และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยคาดว่าจะเสนอเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎรช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 สาระสำคัญของร่างกฎหมายการกำกับดูแลผู้ให้บริการ ควบคุมและกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้โปร่งใสคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนจากการใช้บริการบนแพลตฟอร์ม รวมถึงให้มีการตั้ง “นิติบุคคล” ในประเทศไทย เพื่อดูแลผู้บริโภคจากธุรกิจแพลตฟอร์มอีกประเด็นที่สำคัญอย่างมาก รัฐบาลต้องเร่งผลักดันออกกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและ อาญา กับ ผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้บริโภค

ปรึกษาปัญหาผู้บริโภค